สารสนเทศ (Information)

ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือมี การประมวลหรือวิเคราะห์ผลสรุปด้วยวิธีการต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กัน มีความหมาย มีคุณค่าเพิ่มขึ้นและมีวัตถุประสงค์ในการใช้งาน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ .

สารสนเทศมีประโยชน์ คือ ?

1. ให้ความรู้
2. ทำให้เกิดความคิดและความเข้าใจ
3. ทำให้เห็นสภาพปัญหา สภาพการเปลี่ยนแปลงว่าก้าวหน้าหรือตกต่ำ
4. สามารถประเมินค่าได้.

การรู้สารสนเทศ หมายถึง ?

ความรู้ ทักษะ ความสามารถของบุคคลในการตระหนักถึงความต้องการสารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศ การประเมินสารสนเทศ และนำสารสนเทศไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนร่วม.

บทเรียนออนไลน์เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ

          เครื่องคอมพิวเตอร์ถ้าจะทำงานได้นั้นต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกนั้นเป็นเครื่องหรือที่เรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซึ่งประกอบไปด้วยจอภาพ ชุดซีพียู คีย์บอร์ด เมาส์ ส่วนที่สองเรียกว่าซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งหมายถึงโปรแกรมต่าง ๆ ที่มีไว้สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ ส่วนสุดท้ายเรียกว่า ส่วนบุคลากร (Peopleware) หมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นพนักงานป้อนข้อมูล นักเขียนโปรแกรม หรือนักวิเคราะห์ออกแบบระบบงานต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์ ทั้ง 3 ส่วนนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถใช้งานได้เลย

        สาระการเรียนรู้

1. ความหมายของคอมพิวเตอร์

2. ประเภทของเครื่องคอมพิวเตอร์

3. ระบบคอมพิวเตอร์

4. บทบาทของคอมพิวเตอร์

        ความหมายของคอมพิวเตอร์

        คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละติน ว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ เครื่องคำนวณที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องกลไกหรือเครื่องไฟฟ้า ต่างก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ลูกคิดที่เคยใช้กันในร้านค้า ไม้บรรทัด คำนวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประจำตัววิศวกรในยุคยี่สิบปีก่อน หรือเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด

        ในปัจจุบันความหมายของคอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึงเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์

       คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ ในด้านการคิด คำนวณและสามารถจำข้อมูล ทั้งตัวเลข และ ตัวอักษรได้เพื่อการเรียกใช้งานในครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในด้านต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์ การรับส่งข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้

ภาพที่ 3.1 คอมพิวเตอร์

        ประเภทของเครื่องคอมพิวเตอร์

        คอมพิวเตอร์สามารถจำแนกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของขนาดเครื่อง ความเร็วในการประมวลผล และราคาเป็นข้อพิจารณาหลัก โดยทั่วไปนิยมจำแนกประเภทคอมพิวเตอร์ตามระบบความสามารถเป็น 6 ประเภท ดังนี้

            1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)

            2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)

            3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer)

            4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)

            5. คอมพิวเตอร์สำหรับอินเทอร์เน็ต (Network Computer)

            6. คอมพิวเตอร์แบบฝังตัว (Embedded Computer)

        คอมพิวเตอร์แต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านขนาด วัตถุประสงค์ของการใช้งาน ประสิทธิภาพการใช้งาน หรือแม้แต่ราคาที่แตกต่างกันออกไป

 1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)

        ถือได้ว่า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก และมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ชนิดอื่นๆ เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์มีราคาแพงมาก มีขนาดใหญ่ สามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายแสนล้านครั้งต่อวินาที และได้รับการออกแบบ เพื่อให้ใช้แก้ปัญหาขนาดใหญ่มาก ทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อม ซึ่งหากใช้คอมพิวเตอร์ชนิดอื่นๆ แก้ไขปัญหาประเภทนี้ อาจจะต้องใช้เวลาในการคำนวณหลายปีกว่าจะเสร็จสิ้น ในขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สามารถแก้ไขปัญหาได้ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากการแก้ปัญหาใหญ่ๆ จะต้องใช้หน่วยความจำสูง ดังนั้น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จึงมีหน่วยความจำที่ใหญ่มากๆ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มีหลายประเภท ตั้งแต่รุ่นที่มีหน่วยประมวลผล (processing unit) 1 หน่วย จนถึงรุ่นที่มีหน่วยประมวลผลหลายหมื่นหน่วย ซึ่งสามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อมๆ กัน

ภาพที่ 3.2 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์

 2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)

        มีสมรรถภาพที่ต่ำกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาก แต่ยังมีความเร็วสูงมาก และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์ หรือไมโครคอมพิวเตอร์ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อมๆ กัน ฉะนั้น จึงสามารถใช้โปรแกรมจำนวนนับร้อยแบบในเวลาเดียวกันได้ โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่องเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถใช้ได้จากทั่วโลก ปัจจุบัน องค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เนื่องจากเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ถูกใช้งานมากในการบริการผู้ใช้พร้อมๆ กัน เมนเฟรมคอมพิวเตอร์จึงต้องมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก

ภาพที่ 3.3 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์

 3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer)

        คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในธุรกิจขนาดกลางและเล็กต้องการความสามารถในการประมวลผลระดับสูง และราคาไม่สูงจนเกินไป เช่น เอเอส 400 (AS/400) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะน้อยกว่าเครื่องเมนเฟรม คือทำงานได้ช้ากว่าและควบคุมอุปกรณ์รอบข้างได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตามจุดเด่นสำคัญของเครื่องมินิคอมพิวเตอร์คือ ราคาย่อมเยากว่าเมนเฟรม การใช้งานก็ไม่ต้องใช้บุคลากรมากนัก นอกจากนั้นยังมีผู้รู้วิธีการใช้งานมากกว่าด้วย เพราะเครื่องประเภทนี้มีใช้ตามสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแหล่ง มินิคอมพิวเตอร์เหมาะกับงานหลากหลายประเภท คือใช้ได้ทั้งงานวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม เครื่องที่มีใช้ตามหน่วยงานราชการระดับกรมส่วนใหญ่มักจะเป็นเครื่องประเภทนี้

ภาพที่ 3.4 มินิคอมพิวเตอร์

4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)

       เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีผู้นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด หาซื้อง่าย ใช้งานได้หลายประเภท เป็น คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและใช้ทำงานคนเดียว ส่งผลให้การพัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) และคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Portable Computer) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

            4.1 คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (Personal Computer : PC) มีขนาดเล็กเหมาะสำหรับโต๊ะทำงานในสำนักงาน สถานศึกษาหรือที่บ้าน

ภาพที่ 3.5 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (Personal Computer : PC)

            4.2 คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Portable Com) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กเหมาะแก่ การเคลื่อนย้ายง่าย ซึ่งนำไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ ได้

                1) โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ (Notebook Computer) เป็นคอมพิวเตอร์แบบสร้างบนพื้นฐาน ของคอมพิวเตอร์ทั่วไปคือ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อและใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ ได้ พอดูหนังฟังเพลงได้ สร้างงานแบบสื่อประสม (Multimedia) ได้ รวมไปถึงเล่นเกมสามมิติ (3D) ได้ มีช่องใส่ซีดีและมีจานบันทึกแบบแข็ง (Hard Disk) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลภายใน

ภาพที่ 3.6 โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ (Notebook Computer)

                2) เน็ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ (Netbook Computer) เป็นคอมพิวเตอร์มีขนาดที่เล็กกว่า โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ มีน้ำหนักที่เบามาก อาจหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม มีหน้าจอขนาดเล็ก มีการเชื่อมต่อแบบไร้สาย แต่ไม่มีช่องสำหรับใส่ซีดี และมีแป้นพิมพ์ค่อนข้างเล็ก อุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลภายในเครื่องมีการใช้ทั้งแบบจานบันทึกแบบแข็ง (Hard Disk) และโซลิดสเตดไดรฟ์ (Solid State Drive : SSD)

ภาพที่ 3.7 เน็ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ (Netbook Computer)

                3) คอมพิวเตอร์มือถือ (Handheld Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด เมื่อ เทียบกับคอมพิวเตอร์ประเภทอื่น ๆ สามารถพกพาไปยังที่ต่าง ๆ ได้ง่ายกว่า ประโยชน์ของการใช้อาจนำไปใช้กับการจัดการข้อมูลประจำวัน การสร้างปฏิทินนัดหมาย การดูหนัง ฟังเพลง รวมถึงการรับส่งอีเมล์

ภาพที่ 3.8 คอมพิวเตอร์มือถือ (Handheld Computer)

                4) คอมพิวเตอร์ขนาดฝ่ามือ (Palmtop Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กไม่ ค่อยได้รับความนิยมมากนักเนื่องจากแป้นอักขระรวมทั้งจอภาพมีขนาดเล็กเกินไปไม่สะดวกต่อการใช้งาน แต่เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขโทรศัพท์หรือรายละเอียดส่วนตัวใช้จัดการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ปฏิทินนัดหมายการประชุม ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ การบันทึกสิ่งที่ต้องทำ เป็นต้น คอมพิวเตอร์ขนาดฝ่ามือใช้แป้นพิมพ์ต่างจากแป้นพิมพ์มาตรฐานและไม่มีจานบันทึกแบบแข็ง (Hard Disk) สำหรับบันทึกข้อมูล

ภาพที่ 3.9 คอมพิวเตอร์ขนาดฝ่ามือ (Palmtop Computer)

                5) เพนคอมพิวเตอร์ (Pen Computer) เป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่ใช้ปากกาเป็น อุปกรณ์ในการบันทึกข้อมูลในบางครั้งก็จะใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลลงบนหน้าจอ และในบางครั้งอาจใช้ปากกานี้สำหรับเป็นอุปกรณ์เพื่อเลือกการทำงานบนจอภาพ ระบบปากกา (Pen System) นี้ใช้โปรแกรมพิเศษเฉพาะระบบ และเป็นคอมพิวเตอร์ที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการพัฒนาคอมพิวเตอร์ประเภทนี้เนื่องจากมีผู้ใช้อย่างกว้างขวาง เพนคอมพิวเตอร์ประเภทที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือ เครือข่ายงานส่วนบุคคลแบบดิจิทัลหรือพีดีเอ (Personal Digital Assistant : PDA) หรือการสื่อสารส่วนบุคคล (Personal Communication) ซึ่งปัจจุบันเป็นโทรศัพท์ได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องพกอุปกรณ์หลายชิ้น

ภาพที่ 3.10 เพนคอมพิวเตอร์ (Pen Computer)

        5. คอมพิวเตอร์สำหรับอินเทอร์เน็ต (Network Computer) โดยทั่วไประบบคอมพิวเตอร์ใน ปัจจุบันจะถูกเชื่อมโยงกันด้วยระบบเครือข่าย ซึ่งเครื่องที่เป็นลูกข่าย (Client) ในระบบมักเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติของเครื่องที่เปี่ยมประสิทธิภาประกอบด้วยโพรเซสเซอร์ความเร็วสูงและเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ต่อพ่วงนานาชนิด การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ชุดใหญ่ในระบบเครือข่ายทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ด้วยความต้องการที่จะลดขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในระบบเครือข่ายให้มีขนาดเล็กลง เพื่อลดความยุ่งยากให้โปรแกรมที่ใช้งาน และการประมวลผลอยู่ที่เครื่องแม่ข่าย (Server) ส่วนตัวเครื่องลูกข่ายจะมีฮาร์ดแวร์น้อยกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปทำให้มีราคาที่ต่ำกว่า ดูแลรักษาง่าย และมีความคงทนสูงกว่า

ภาพที่ 3.11 คอมพิวเตอร์สำหรับอินเทอร์เน็ต (Network Computer)

        6. คอมพิวเตอร์แบบฝังตัว (Embedded Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ถูกฝังไปในอุปกรณ์ทำ ให้มองไม่เห็นรูปลักษณ์ภายนอกว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ นิยมใช้ในการทำงานเฉพาะด้าน โดยควบคุมการทำงานบางอย่าง เช่น เตาอบไมโครเวฟ ระบบการเติมน้ำมัน นาฬิกาข้อมือ อุปกรณ์การเล่นเกม

ภาพที่ 3.12 คอมพิวเตอร์แบบฝังตัว (Embedded Computer)

        ระบบคอมพิวเตอร์

        ระบบคอมพิวเตอร์ หมายถึง ระบบที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ได้สารสนเทศซึ่งข้อมูลหมายถึง ข้อเท็จจริง เมื่อมีการประมวลผลแล้วการเป็นสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ซึ่งการประมวลผลหมายถึง การที่คอมพิวเตอร์ทำการใด ๆ กับข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์มากที่สุดตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ เช่น จากแฟ้มทะเบียนประวัตินักเรียนทั้งห้องจำนวน 40 คน ถ้าต้องการทราบว่ามีนักเรียนกี่คนที่สอบวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ได้เกรด 4 กี่คน ซึ่งคอมพิวเตอร์จะทำงานได้สมบูรณ์ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ

        1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

        2. ซอฟต์แวร์ (Software)

        3. บุคลากร (Peopleware)

ภาพที่ 3.13 ส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

        ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้ง อุปกรณ์ที่ต่อพ่วงต่าง ๆ แบ่งออกเป็นหน่วยการทำงาน 4 ส่วนดังนี้

            1. หน่วยรับเข้า (Input Unit)

            2. หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (Central Processing Unit : CPU)

            3. หน่วยความจำ (Memory Unit)

            4. หน่วยส่งออก (Output Unit)

 1) หน่วยรับเข้า (Input Unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่อง คอมพิวเตอร์อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่คือ แผงแป้นอักขระ (Keyboard) และเมาส์ (Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับข้อมูลเข้าอื่น ๆ ได้แก่ เครื่องกราดตรวจ (Scanner) กล้องวีดิทัศน์ (Video Camera) ไมโครโฟน (Microphone) จอสัมผัส (Touch Screen) ลูกกลมควบคุม (Track Ball) เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Barcode Reader)

ภาพที่ 3.14 เป็นอุปกรณ์รับเข้า

        2) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยประมวลผลกลาง เรียกอีกอย่างว่า CPU คือ ส่วนที่ทำหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล และควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์หลักในการประมวลผลกลาง เช่น การคำนวณ เปรียบเทียบ การเรียงลำดับ การจัดกลุ่ม การจัดทำรายงาน เป็นต้น หน่วยประมวลผลกลางจึงเปรียบเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดวิเคราะห์เพื่อหาผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ต้องการได้

            ซีพียูของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับซีพียูจะถูกบรรจุในชิปที่เรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ ซีพียูทำหน้าที่ควบคุมการทำงานและประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์รับข้อมูล (input device) ตามคำสั่งต่าง ๆ ในโปรแกรมที่เตรียมไว้และส่งต่อไปยังอุปกรณ์แสดงผล (output device) เพื่อให้สามารถเก็บหรืออ่านผลลัพธ์ได้ ถ้าซีพียูยิ่งมีความเร็วมากจะยิ่งประมวลผลได้เร็วขึ้น ความเร็วของซีพียูจะถูกควบคุมโดยสัญญาณนาฬิกา ซึ่งเป็นตัวให้จังหวะการทำงานเหมือนกับจังหวะของการเล่นดนตรี หน่วยวัดความเร็วของสัญญาณนาฬิกาดังกล่าวเรียกว่า เฮิร์ต (Hertz : Hz) ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ครั้งต่อวินาที โดยปกติแล้วซีพียูจะมีการทำงานที่เร็วมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นของซีพียู หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

            1) หน่วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการ ประมวลผล รวมไปถึงการประสานงานกับอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความจำสำรองด้วย ซีพียูที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ได้แก่ Pentium III, Pentium 4, Pentium M (Centrino), Celeron, Dulon, Athlon, Core i3, Core i5, Core i7 เป็นต้น

            2) หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU) ทำหน้าที่เหมือนกับ เครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำงานเกี่ยวกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร อีกทั้งยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไข และกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ ได้

            3) หน่วยความจำรีจิสเตอร์ (Memory : Register) ช่วยในการเก็บข้อมูลชั่วคราวเพื่อ นำไปประมวลผล เพื่อจัดเตรียมข้อมูลก่อนและหลังการจัดเก็บข้อมูล ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากจนถึงขั้นสามารถผลิตวงจรหน่วยประมวลผลกลางทั้งวงจรไว้ในชิป (Chip) เพียงตัวเดียว ชิปหน่วยประมวลผลกลางนี้มีชื่อเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor)

ภาพที่ 3.15 ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor)

             3). หน่วยความจำ (Memory Unit) เป็นส่วนที่ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการ ประมวลผลรวมถึงสื่อข้อมูลที่ช่วยในการจดจำ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล หน่วยความจำแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

                3.1 หน่วยความจำหลัก อยู่ภายในตัวเครื่องแบ่งออกเป็น

                      3.1.1 หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวหรือ รอม (Read-Only Memory : ROM) เป็นหน่วยความจำถาวรทีสามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะคงอยู่

ภาพที่ 3.16 หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวหรือ รอม  (Read-Only Memory : ROM)

                      3.1.2 หน่วยความจำเข้าถึงโดยการสุ่ม หรือ แรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่ใช้ในการจดจำข้อมูลหรือคำสั่งที่เครื่องทำงานซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือคำสั่งได้ตลอดเวลาที่ยังเปิดเครื่อง แต่เมื่อปิดเครื่อง ข้อมูลและโปรแกรมจะถูกลบหายไป

ภาพที่ 3.17 หน่วยความจำเข้าถึงโดยการสุ่ม หรือ แรม (Random Access Memory : RAM)

        4) หน่วยความจำสำรอง เปรียบเหมือนสมุดบันทึกสำหรับเก็บโปรแกรมและข้อมูลไว้ใช้งาน ในโอกาสต่อไป ได้แก่

            4.1 แผ่นบันทึก (Floppy Disk หรือ Diskette) ไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีเครื่อง บันทึกอย่างน้อย 1 ตัว แผ่นบันทึกที่ใช้มีขนาด 3.5 นิ้ว แผ่นบันทึกเป็นแผ่นบางฉาบผิวด้วยสารแม่เหล็กอยู่ในกรอบพลาสติกแข็ง เพื่อป้องกันการขีดข่วน ปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีเครื่องจับแผ่นบันทึกแล้วเนื่องจากล้าสมัยและจัดเก็บข้อมูลได้น้อย

ภาพที่ 3.18 แผ่นบันทึก (Floppy Disk หรือ Diskette)

            4.2 แผ่นซีดี (Compact Disc : CD) เป็นอุปกรณ์เก็บสำรองข้อมูลที่ได้รับความนิยมกัน อย่างแพร่หลายในอดีต ลักษณะหนึ่งที่สำคัญของแผ่นซีดีคือจะถูกอ่านด้วยเครื่องอ่านแผ่นซีดี (CD-Rom Drive) ที่มีความเร็วในการอ่านที่ต่างกันออกไป ความเร็วในการอ่านซีดีจะเขียนอยู่ในรูปของตัวคูณ (เครื่องหมาย x) เช่นเครื่องอ่านซีดีขนาด 24,32,52 ปัจจุบันซีดีแต่ละแผ่นสามารถจุข้อมูลได้ประมาณ 700 เมกะไบต์ (Megabyte : MB) แผ่นซีดีสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ

                  ซีดีรอม (Compact Disc Read-Only : CD-Rom) มีลักษณะคล้ายกับซีดี เพลง หรือซีดีที่ขายกันอยู่ทั่วไป คำภาษาอังกฤษว่า Read-Only หมายถึง อ่านได้เพียงอย่างเดียวผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขหรือลบข้อมูลในแผ่นซีดีได้ เช่น ซีดีเพลง ซีดีโปรแกรมต่าง ๆ

                  แผ่นซีดีบันทึกได้หรือซีดีอาร์ (Compact Disc Recordable : CD-R) เป็นซีดี ที่สามารถเขียนหรือบันทึก (Write) ข้อมูลได้ครั้งเดียว และสามารถอ่านข้อมูลได้หลายครั้งแต่ไม่สามารถลบข้อมูลที่อยู่ในซีดีอาร์ได้

                 แผ่นซีดีบันทึกซ้ำได้หรือซีดีอาร์ดับเบิลยู (Compact Disc Rewriteable Erasable Optical Disc : CD-RW) ซีดีประเภทนี้คล้ายกับซีดีอาร์ ต่างกันที่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้คือ สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้หลายครั้ง

ภาพที่ 3.19 แผ่นซีดี (Compact Disc : CD)

            4.3 แผ่นวีดิทัศน์ระบบดิจิทัลหรือดีวีดี (Digital Versatile Disc : DVD) เป็นแผ่นข้อมูล แบบจานแสง (Optical Disc) ที่ใช้บันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ โดยให้คุณภาพของภาพและเสียงที่ดี ดีวีดีถูกพัฒนามาใช้แทนซีดีรอมโดยใช้แผ่นที่มีขนาดเดียวกัน (เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร) แต่ใช้การบันทึกข้อมูลที่แตกต่างกันและความละเอียดในการบันทึกที่หนาแน่นกว่า

                - DVD-ROM เป็นแผ่นดิสก์สำหรับอ่านอย่างเดียว (Read-only) ไม่สามารถ ทำการเพิ่มเข้าหรือลบข้อมูลออกได้ โดยทั่วไปใช้ในการเก็บข้อมูลต่างๆและโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ เช่น แผ่น Setup CD ของวินโดวส์วิสต้า เป็นต้น ความจุของแผ่นดิสก์: 4.7 GB - DVD-R เป็นแผ่นดิสก์ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ครั้ง (การบันทึกแต่ละครั้งเรียกว่า Session) แต่ไม่สามารถทำการลบข้อมูลออกได้ความจุของแผ่นดิสก์: 4.7 GB

                - DVD+Rป็นแผ่นดิสก์ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ครั้ง (การบันทึกแต่ละครั้งเรียกว่า Session) แต่ไม่สามารถทำการลบข้อมูลออกได้ความจุของแผ่นดิสก์: 4.7 GB

                - DVD-RW เป็นแผ่นดิสก์ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ครั้ง และยังสามารถทำการลบข้อมูลออกได้ ทั้งนี้สามารถทำการบันทึกข้อมูลและลบข้อมูลได้หลายครั้ง ความจุของแผ่นดิสก์: 4.7 GB

                - DVD+RW เป็นแผ่นดิสก์ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ครั้ง และยังสามารถทำการลบข้อมูลออกได้ ทั้งนี้สามารถทำการบันทึกข้อมูลและลบข้อมูลได้หลายครั้ง ความจุของแผ่นดิสก์: 4.7 GB

                - DVD-RAM เป็นแผ่นดิสก์ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ครั้ง และยังสามารถทำการลบข้อมูลออกได้ ทั้งนี้สามารถทำการบันทึกข้อมูลและลบข้อมูลได้หลายครั้ง ความจุของแผ่นดิสก์: 2.6 GB / 4.7 GB / 5.2 GB / 9.4 GB /

ภาพที่ 3.20 แผ่นวีดิทัศน์ระบบดิจิทัลหรือดีวีดี (Digital Versatile Disc : DVD)

            4.4 จานบันทึกแบบแข็ง (Hard Disk) ประกอบด้วยแผ่นบันทึกแบบแข็งที่เคลือบสารแม่เหล็กหลายแผ่นเรียงซ้อนกัน หัวอ่านของเครื่องขับจะมีหลายอันในขณะที่แผ่นบันทึกแต่ละแผ่นหมุนหัวอ่านจะเคลื่อนที่เข้าออกเพื่ออ่านข้อมูลที่เก็บบนพื้นผิว แผ่นการเก็บข้อมูลในแต่ละแผ่นจะเป็นวง เรียกแต่ละวงขอทุกแผ่นว่า วงทรงกระบอก (Cylinder) แต่ละวงทรงกระบอกจะแบ่งเป็นช่อง ๆ (Sector) แต่ละส่วนวงเก็บข้อมูลเป็นชุด ๆ

ภาพที่ 3.21จานบันทึกแบบแข็ง (Hard Disk)

            4.5 แฟลชไดรฟ์ (Flash Drive) เป็นอุปกรณ์สำหรับบันทึกข้อมูลชนิดหนึ่ง โดยใช้บัสอนุกรมแบบใช้ร่วมหรือยูเอสบี (Universal Serial Bus : USB) เป็นช่องทางรับหรือส่งข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็ก กะทัดรัด พกพาสะดวก บางยี่ห้อจึงใช้ชื่อทางการค้าว่า แฮนดี้ไดรฟ์ (Handy Drive) ซึ่งมาจากลักษณะของอุปกรณ์ที่มีขนาดเท่านิ้วโป้ง ปัจจุบันนิยมอย่างมากในการใช้บันทึกข้อมูล

ภาพที่ 3.22 แฟลชไดรฟ์ (Flash Drive)

        หน่วยส่งออก (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอมอนิเตอร์ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ที่ส่งออกมากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer) เครื่องวาด (Plotter) เป็นต้น

        จอคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันจอแสดงผลบนคอมพิวเตอร์ได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคที่คอมพิวเตอร์ยังไม่สามารถที่จะแสดงกราฟิกและสีสันได้เหมือนกับทุกวันนี้ เมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรกที่มีใช้งานกันนั้นจอภาพจะเป็นเพียงตัวหนังสือสีขาว พื้นหลังสีดำเท่านั้น หลังจากที่มีการพัฒนาโปรแกรมที่ตอบสนองการใช้งานกราฟิกมากยิ่งขึ้นจอแสดงผลก็มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับโปรแกรมและเทคโนโลยีในการแสดงผลเพื่อให้ภาพและกราฟิกที่ออกมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์มีความสมจริงมากที่สุดนั้นเอง จอคอมพิวเตอร์มีหลายชนิดด้วยกัน โดยเราสามารถแบ่งจอคอมพิวเตอร์เป็นชนิดใหญ่ๆได้ 3 ชนิดด้วยกันคือ

            1. จอแสดงผลแบบ CRT (Cathode Ray Tube Monitor) ซึ่งเป็นจอแสดงผลที่รับสัญญาณภาพแบบอนาล็อก (Analog) โดยมีการพัฒนาจอแสดงผล CRT มาจากจอโทรทัศน์ในสมัยนั้น โดยผู้ที่ริเริ่มในการสร้างจอแสดงผลแบบนี้คือ บริษัทไอบีเอ็ม ซึ่งในยุคต้น ๆจอแสดงผลจะยังไม่สามารถแสดงกราฟฟิกต่าง ๆได้เหมือนกับในปัจจุบัน โดยหลักการทำงานของจอแสดงผลแบบ CRT นั้นจะทำงานโดยอาศัยหลอดภาพที่สร้างภาพเหมือนกับในโทรทัศน์ โดยการยิงลำแสงอิเล็กตรอนไปยังที่ผิวหน้าจอ ซึ่งมีสารประกอบของฟอสฟอรัสฉาบอยู่ที่ผิว เมื่อถูกแสงอิเล็กตรอนมากระทบ สารเหล่านี้จะเกิดการเรืองแสงขึ้นมา ทำให้เกิดเป็นภาพและสีตามสัญญาณ Analog ที่ได้รับมานั่นเอง ในปัจจุบันจอแสดงผลแบบ CRT นั้นเริ่มจะไม่เป็นที่นิยมแล้วเพราะว่ามีจอแสดงผลแบบใหม่มาทดแทนที่มีคุณสมบัติด้านการแสดงผลที่ดีกว่า

ภาพที่ 3.23 จอแสดงผลแบบ CRT (Cathode Ray Tube Monitor) 

            2. จอแสดงผลแบบ LCD (Liquid Crystal Display) เป็นจอแสดงผลรุ่นที่สองต่อจาก จอแสดงผลแบบ CRT ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2506 ในสมัยแรกๆจอ LCD นั้นเริ่มใช้งานจริงๆในนาฬิกาและเครื่องคิดเลข เป็นจอแสดงผลตัวเลขขนาดเล็ก โดยหลักการทำงานของจอแสดงผลแบบ LCD นั้นจะใช้วัสดุประเภทผลึกเหลว (Liquid Crystal) มาใส่ไว้ในผิวของกระจก ใช้หลักการปรับเปลี่ยนโมเลกุลของผลึกเหลว เพื่อปิดกั้นแสงเมื่อมีสนามไฟฟ้าเหนี่ยวนำ ทำให้เกิดสีขึ้นซึ่งข้อดีของจอแสดงผลแบบ LCD มีหลายอย่างแต่ที่เห็นได้ชัดคือจอ LCD จะประหยัดพลังงานมากกว่าจอแบบ CRT แต่ในข้อดีก็ต้องมีข้อเสียเช่นเดียวกันคือ จอ LCD คือมุมมองสำหรับการเห็นภาพค่อนข้างแคบ

ภาพที่ 3.24 จอแสดงผลแบบ LCD (Liquid Crystal Display) 

           3. จอแสดงผลแบบ LED ( Light-emitting-diod) ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อทางการตลาด โดยชื่อจริงของเทคโนโลยีนี้คือ OLED (Organic Light Emitting Devices) โดยมีหลักการทำงานที่ไม่ยากและสลับซับซ้อนเท่าไรด้วยการนำหลอดLED มาเรียงรายกันเป็นแถว โดยภาพต่างๆจะเกิดขึ้นจากการติดดับของหลอด LED ทำให้เกิดภาพและสีที่ได้ชัดเจนกว่าจอแสดงผลแบบอื่น ๆโดยจอแสดงผลแบบ LED นี้เป็นเทคโนโลยีที่มาทดแทนและปิดจุดบกพร่องของจอแสดงผลแบบ LCD ซึ่งจอแบบ LED นั้นจะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของมุมมอง และอัตราการตอบสนองของภาพที่ไวกว่าแบบจอ LCD นอกจากนั้นจอแบบ LED ยังประหยัดไฟฟ้าได้ดีกว่าแบบ LCD อีกด้วย

ภาพที่ 3.25 จอแสดงผลแบบ LED ( Light-emitting-diod)

        เครื่องพิมพ์ (Printer) คืออุปกรณ์ที่จะแปลการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ออกมาในรูปแบบกระดาษ ทั้งรูปภาพและอักษร เครื่องพิมพ์แต่แบบมีลักษะและการใช้งานที่แตกต่างกันก่อนที่เราจะเลือก printer มาใช้งานเรามาดูว่า printer แต่ละแบบใช้งานในลักษณะไหนเพื่อที่จะได้เลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสมเครื่องพิมพ์ (Printer) แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

        1. เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot Matrix Printer) เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์เป็น เครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้งานกันแพร่หลาย เนื่องจากราคาและคุณภาพการพิมพ์อยู่ในระดับที่เหมาะสม การทำงานของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ใช้หลักการสร้างจุด ลงบน กระดาษโดยตรง หัวพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ มีลักษณะเป็นหัวเข็ม (pin) เมื่อต้องการพิมพ์สิ่งใดลงบนกระดาษ หัวเข็มที่อยู่ในตำแหน่งที่ประกอบกันหัวเข็มจะกระแทกผ่านผ้าหมึกลงบนกระดาษ ความคมชัดของข้อมูลบนกระดาษขึ้นอยู่กับจำนวนจุด ถ้าจำนวนจุดยิ่งมากข้อมูลที่พิมพ์ลงบนกระดาษก็ยิ่งคมชัดมากขึ้น ความเร็วของเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์อยู่ระหว่าง 200 ถึง 300 ตัวอักษรต่อวินาที หรือประมาณ 1 ถึง 3 หน้าต่อนาที เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์จะใช้กับกระดาษที่เป็นสำเนา Coppy และกระดาษจะเป็นแบบต่อเนื่องกระดาษจะมีรูอยู่ข้างๆเพื่อที่ หนามเตยของเครื่องพิมพ์จะได้เลื่อนกระดาษ แต่มีข้อเสียอยู่ที่คุณภาพงานพิมพ์ต่ำเมื่อเทียบกับ printer ประเภทอื่นๆ และมีเสียงดังขณะพิมพ์งาน

ภาพที่ 3.26 เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot Matrix Printer) 

        2. เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer) เครื่องพิมพ์พ่นหมึก สามารถพิมพ์ ตัวอักษรที่มีรูปแบบและขนาดที่แตกต่างกันงานพิมพ์กราฟิกที่ให้ผลลัพธ์คมชัดมาก คุณภาพงานพิมพ์เป็นที่ยอมรับและการใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย เทคโนโลยีที่เครื่องพิมพ์พ่นหมึก ใช้ในการพิมพ์ก็คือจะเป็นการพ่นหมึกพิมพ์เป็นหยดๆ ลงบนกระดาษการใช้งาน เครื่องพิมพ์พ่นหมึกมีความเร็วในการพิมพ์ มีหน่วยวัดความเร็วเป็นในการ พิมพ์เป็น PPM (Page Per Minute) ซึ่งเร็วกว่าเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์มาก สามารถพิมพ์ได้ ทั้งแนวตั้งที่เรียกว่า "พอร์ทเทรต" (Portrait) และแนวนอนที่เรียกว่า "แลนด์สเคป" (Landscape) โดยกระดาษจะถูกป้อนเข้าไปในเครื่องพิมพ์ที่ละแผ่นเหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่โดยทั่วไปมักมีขนาดไม่เกิน A3 สินค้าให้เลือกหลายรุ่นตามระดับราคาและฟังก์ชันที่ต้องการ

ภาพที่ 3.27 เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer)

        3. เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) ลักษณะของเครื่องพิมพ์ประเภทนี้ใช้เทคโนโลยี เดียวกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือยิงเลเซอร์ไปสร้างภาพบนกระดาษในการสร้างรูปภาพหรือตัวอักษร ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีคุณภาพสูงมากกว่าเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก การใช้งานเหมาะสำหรับการพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพที่สูงมากสามารถพิมพ์ได้หลายร้อยหน้าต่อนาที ซึ่งเหมาะ กับงานในองค์กรขนาดใหญ่ หรืองานที่ต้องการความคมชัดและสวยงามมากกว่าการพิมพ์อิงค์เจ็ทโดยทั่วไป หน่วยวัดความเร็วของเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะเป็น PPM เครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ก็จะมีทั้งเครื่องพิมพ์เลเซอร์แบบ ขวา-ดำ และเครื่องพิมพ์ เลเซอร์สี

ภาพที่ 3.28 เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer)

        4. เครื่องพิมพ์พล็อตเตอร์ (plotter) เป็นเครื่องพิมพ์ชนิดที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ลงบนกระดาษที่ทำมาเฉพาะงาน พล็อตเตอร์ทำงานโดยใช้วิธีเลื่อนกระดาษ โดยสามารถใช้ปากกาได้ 6-8 สี ความเร็วในการทำงานของ พล็อตเตอร์มีหน่วยวัดเป็นนิ้วต่อวินาที (Inches Per Second : IPS) ซึ่งหมายถึงจำนวนนิ้วที่พล็อตเตอร์สามารถ เลื่อนปากกาไปบนกระดาษการใช้งานเหมาะสำหรับงานเกี่ยวกับการเขียนแบบทางวิศวกรรม และงานตกแต่งภายใน ใช้สำหรับวิศวกรรมและสถาปนิก งานพิมพ์ขนาดใหญ่มีหน้ากว้าง เหมาะสำหรับทำงานด้านป้ายหรือโฆษณา และเครื่องพิมพ์ประเภทนี้มีราคาแพงที่สุดในเครื่องพิมพ์ประเภทต่างๆ

ภาพที่ 3.29 เครื่องพิมพ์พล็อตเตอร์ (plotter)

        5. เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (Multifunction) เป็นเครื่องพิมพ์ออลอินวัน (All in one) นั่นก็เพราะว่าเป็นการผสมผสานฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์หลายๆส่วนในชุดเดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วย เครื่องปริ้นเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องแฟกซ์ และ เครื่องสแกนเนอร์ เป็นต้น สามารถ scan, copy หรือรับ-ส่งแฟ็กซ์ ได้ในตัวเอง ทำให้มีความสะดวกสบายในการใช้งานที่ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน แต่ละรุ่น อาจจะมีประส่วนประกอบแตกต่างกันออกไป เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน เหมาะใช้กับงานกับกลุ่มนักธุรกิจ ออฟฟิศ สถานประกอบต่างๆ เพราะสะดวก เรียบง่าย ไม่กินพื้นที่มากเกินไป สามารถใช้ทำงานได้หลายแบบในเครื่องเดียว ซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้ เครื่องพิมพ์หัวเข็ม ที่ใช้กันในสำนักงานเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานเป็นหลัก ฉะนั้นการเลือกเครื่องปริ้นเตอร์ควรเลือกตามงานที่ได้รับมอบหมายจะดีที่สุด

ภาพที่ 3.30 เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (Multifunction)

        6. เครื่องพิมพ์แบบใช้ความร้อน(Thermal Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ทำงานโดยการให้ ความร้อนแก่กระดาษโดยไม่ต้องใช้หมึก เช่นแบบที่ใช้ในการพิมพ์ใบเสร็จจากเครื่อง ATM หรือที่เจอกันบ่อยๆก็คือใบเสร็จที่มาจากเครื่อง POS เครื่องแคชเชียร์คิดเงินตามร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้าต่างๆนั่น รวมไปถึงเครื่องคิดเลขแบบตั้งโต๊ะบางประเภท รวมถึงเครื่องโทรสารในสมัยก่อนก็ใช้ระบบการพิมพ์แบบนี้นะ แต่ว่าเราก็ต้องเลือกใช้กระดาษเคมี(บางท่านก็เรียกว่ากระดาษความร้อน) ซึ่งเครื่องในลักษณะนี้ก็มีดีก็คือประหยัดหมึก พิมพ์ได้รวดเร็ว แต่ข้อเสียก็คือข้อความในกระดาษจะเลือนลางได้ง่าย ไม่เหมาะสำหรับเก็บไว้เป็นหลักฐานเพราะว่าไม่กี่วันก็ซีดซะแล้วนั่นเอง เครื่องพิมพ์ใบเสร็จที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันก็ได้แก่ Epson Nita Prowill เป็นต้น

ภาพที่ 3.31 เครื่องพิมพ์แบบใช้ความร้อน(Thermal Printer)

        ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้

        การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

 

การแบ่งชนิดซอฟต์แวร์

ภาพที่ 3.32  การแบ่งชนิดซอฟต์แวร์

        ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) คือซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ จัดการกับระบบ หน้าที่การทำงานของซอฟต์แวร์ระบบคือดำเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรือนำออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำรอง

        เมื่อเราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทันทีที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ จะทำงานตามโปรแกรมทันที โปรแกรมแรกที่สั่งคอมพิวเตอร์ทำงานนี้เป็นซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบอาจเก็บไว้ในรอม หรือในแผ่นจานแม่เหล็ก หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์จะทำงานไม่ได้ ซอฟต์แวร์ระบบยังใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ และยังรวมไปถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาต่าง ๆ

        ซอฟต์แวร์ระบบยังใช้เป็นอุปกรณ์พัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ และยังรวมไปถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาต่าง ๆ ได้แก่ โปรแกรมควบคุมเครื่อง ระบบปฏิบัติการ เช่น ระบบปฏิบัติการแบบใช้งานหรือดอส (Disk Operating System : DOS) แบบวินโดวส์ (Windows) แบบโอเอสทู (Os/2) แบบยูนิกซ์ (Unix) หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย

            1. ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก เช่น รับการกดแป้นต่าง ๆ บนแป้น อักขระ ส่งรหัสตัวอักษรออกทางจอมอนิเตอร์หรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้าและส่งออกอื่น ๆ เช่น เมาส์ เป็นต้น

            2. ใช้ในการจัดการหน่วยความจำ เพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำ หลัก หรือในทางกลับกันคือนำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก

            3. ใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น การ ขอดูรายการสารบบในแผ่นบันทึก การทำสำเนาแฟ้มข้อมูล

ภาพที่ 3.33  ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) 

            ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ออกจำหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่หลายทั้งนี้แบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สำเร็จในปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน เป็นต้น

ภาพที่ 3.34  ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

        ส่วนบุคคลกร (Peopleware) หมายถึง บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการใช้และดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึงมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ แบ่งได้ 4 ระดับ ดังนี้

            1. ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตาม เป้าหมายของหน่วยงาน

            2. นักวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำ การวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้นักเขียนโปรแกรมเป็นผู้เขียนโปรแกรมให้แก่ระบบงาน

            3. นักเขียนโปรแกรม (Programmer) คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตามแผนผังที่นักวิเคราะห์ระบบได้เขียนไว้

            4. ผู้ใช้ (User) คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องและวิธีการใช้ งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ เนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลได้รับจากการกำหนดของส่วนบุคลากรทั้งสิ้น

        บทบาทของคอมพิวเตอร์ ประมาณ พ.ศ. 2500 คอมพิวเตอร์มีอยู่ในโลกไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นเครื่องในระบบเมนเฟรม ซึ่งมีขนาดใหญ่และราคาแพง ส่วนมากจะใช้งานทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากนัก แต่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้มีขนาดเล็กลงและราคาไม่แพง คนทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไป

        ในหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชนก็มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงาน และมีแนวโน้มที่มีการใช้สูงขึ้น เหตุผลที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น คือ

            1. คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เช่น เก็บข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการ ปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งสามารถตรวจสอบประวัติของบุคลากรต่าง ๆ ได้

            2. คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว งานบางอย่างคอมพิวเตอร์ใช้เวลาทำไม่ถึงนาที ขณะทีคน ทำอาจใช้เวลานาน

            3. คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ถ้ามีการกำหนดโปรแกรมทำงานที่ถูกต้อง จะไม่มีการ ทำงานผิดพลาดขึ้นมา

            4. คอมพิวเตอร์สามารถทำงานโดยไม่หยุดพัก คือทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่ยังต้องมีไฟฟ้าอยู่ แต่คนต้องมีการหยุดพัก

            5. คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแทนคนได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ที่มีแก๊สพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม

        ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา และในอนาคตความสำคัญนี้จะทวีมากขึ้น คอมพิวเตอร์ได้เข้าไปมีบทบาทในทุกวงการอาชีพ โดยเฉพาะกับงานที่มีข้อมูลมาก ๆ และกำลังจะกลายเป็นเครื่องใช้สามัญประจำบ้านเหมือนกับเครื่องวิทยุ โทรทัศน์ บทบาทในงานต่างๆ ของคอมพิวเตอร์มีดังนี้

            1. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา ในปัจจุบันตามสถานศึกษาต่าง ๆ ได้มีการนำ คอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย์ การคิดคะแนนสอบ การประกาศผลสอบ การจัดทำตารางเรียนตารางสอน ใช้คอมพิวเตอร์ในห้องสมุด เช่นการยืม-คืนหนังสือ การจัดทำสื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือซีเอไอ (Computer Assisted Instruction : CAI) หรือแต่อีเลิร์นนิง (Electuonic Learning : E-Learning) เป็นต้น

ภาพที่ 3.35  การจัดการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

ภาพที่ 3.36  คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือซีเอไอ (Computer Assisted Instruction : CAI)

            2. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม คอมพิวเตอร์สามารถทำงานในด้านวิศวกรรมได้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนแบบ จนกระทั่งถึงการออกแบบโครงสร้างของสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ตลอดจนช่วยคำนวณโครงสร้าง ช่วยในการวางแผนควบคุมการก่อสร้าง

ภาพที่ 3.37 การใช้คอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม

            3. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่น เครื่องมือวิเคราะห์สารเคมี เครื่องมือการทดลองต่าง ๆ แม้กระทั่งการเดินทางของยานอวกาศต่าง ๆ การถ่ายพื้นผิวโลกบนดาวอังคาร เป็นต้น

ภาพที่ 3.38 การใช้คอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์

            4. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มาก มีความรวดเร็ว และถูกต้อง ทำให้สามารถได้ข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจตลอดจนงานทางด้านงานเอกสารงานพิมพ์ต่าง ๆ เป็นต้น

ภาพที่ 3.39 การใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ 

            5. บทบาทคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร ในแวดวงธนาคารนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาท มากที่สุด เพราะธนาคารจะมีรายการเปลี่ยนแปลงหรือธุรกรรม (Transaction) เป็นประจำทุกวัน การหาอัตราดอกเบี้ยต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีบริการเครื่องรับ-จ่ายเงินอัตโนมัติ หรือเอทีเอ็ม (Automatic Teller Machine : ATM) ซึ่งลูกค้าสามารถฝากถอนเงินได้จากเครื่องอัตโนมัติซึ่งทำให้สะดวกแก่ผู้ใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน

ภาพที่ 3.40 การใช้คอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร 

            6. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในร้านค้าปลีก ปัจจุบันเห็นได้ว่ามีธุรกิจร้านค้าปลีกหรือร้านค้าปลีก ประเภทสิทธิพิเศษในการผลิตหรือบริการ (Franchise) เป็นจำนวนมากได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้บริการลูกค้า เช่น การให้บริการชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ หรือการจ่ายบิลต่าง ๆ เห็นได้ว่ามีการเชื่อมโยงหรือออนไลน์ (Online) ระหว่างร้านค้าเหล่านั้นกับหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อสามารถตัดยอดบัญชีได้เป็นต้น

ภาพที่ 3.41 สัญลักษณ์ให้บริการชำระเงินออนไลน์ในร้านค้าปลีก 

            7. บทบาทคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์ คอมพิวเตอร์ได้นำมาใช้ในการเก็บประวัติของผู้ป่วย ควบคุมการรับและจ่ายยา ตลอดจนอยู่ในอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องมือผ่าตัด บันทึกเครื่องเต้นของหัวใจ การตรวจคลื่นสมอง และด้านการหาตำแหน่งของอวัยวะก่อนผ่าตัด

ภาพที่ 3.42 การใช้คอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์ 

            8. บทบาทคอมพิวเตอร์ในการคมนาคมและการสื่อสาร ในยุคปัจจุบันเรียกว่าเป็นยุคที่เป็นการ สื่อสารแบบไร้พรมแดน เห็นได้ว่ามีการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ในเครือข่ายสาธารณะที่เรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถที่จะสื่อสารกับทุกคนได้ทั่วทุกมุมโลกโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตอนนี้ และยังมีโปรแกรมที่สามารถใช้ในการพูดคุยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกันใช้คุยกัน หรือจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สื่อสารกับโทรศัพท์ที่บ้านหรือที่ทำงานหรือแม้กระทั่งส่งบริการสารสั้นหรือเอสเอ็มเอส (Short Message Service : SMS) ในปัจจุบันสามารถส่งทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังลูกข่ายได้ เป็นต้น

ภาพที่ 3.43 ตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้ในการสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

            9. บทบาทคอมพิวเตอร์ในงานด้านอุตสาหกรรม ในวงการอุตสาหกรรมนับว่าคอมพิวเตอร์เข้ามามี บทบาทเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การวางแผนการผลิต กำหนดเวลาการผลิต จกระทั่งถึงการผลิตสินค้า ควบคุมระบบผลิตทั้งหมด ในรายงานทางอุตสาหกรรมได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่องจักร เช่น การเจาะ ตัด ไส กลึง ตลอดจนโรงงานผลิตรถยนต์ก็จะใช้หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการทาสี พ่นสี รวมถึงการประกอบรถยนต์

ภาพที่ 3.44 การใช้หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการประกอบรถยนต์

            10. บทบาทคอมพิวเตอร์ในวงราชการ คอมพิวเตอร์นำมาใช้งานทะเบียนราษฎร ในการนับคะแนน การเลือกตั้ง การประกาศผลเลือกตั้ง การทำบัตรประชาชน การคิดการจัดเก็บภาษีอากร การเก็บข้อมูลสถิติต่าง ๆ สำมะโนประชากร การเก็บเงินค่าไฟฟ้า น้ำประปา ค่าโทรศัพท์เป็นต้น

ภาพที่ 3.45 การใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการทำบัตรประจำตัวประชาชน

        สรุป

คอมพิวเตอร์ (Computer) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการทำงานซับซ้อนและอัตโนมัติควบคุมการทำงานด้วยโปรแกรม (Program) หรือชุดคำสั่ง (Instruction Set) ที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถรับ (Input) ประมวลผล (Process) ส่งออก (Output) รวมถึงการจัดเก็บข้อมูล (Storage) เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก กระบวนการทำงานของคอมพิวเตอร์มีความเร็วสูง (High Speed) และถูกต้องแม่นยำ (Accuracy)