สารสนเทศ (Information)

ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือมี การประมวลหรือวิเคราะห์ผลสรุปด้วยวิธีการต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กัน มีความหมาย มีคุณค่าเพิ่มขึ้นและมีวัตถุประสงค์ในการใช้งาน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ .

สารสนเทศมีประโยชน์ คือ ?

1. ให้ความรู้
2. ทำให้เกิดความคิดและความเข้าใจ
3. ทำให้เห็นสภาพปัญหา สภาพการเปลี่ยนแปลงว่าก้าวหน้าหรือตกต่ำ
4. สามารถประเมินค่าได้.

การรู้สารสนเทศ หมายถึง ?

ความรู้ ทักษะ ความสามารถของบุคคลในการตระหนักถึงความต้องการสารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศ การประเมินสารสนเทศ และนำสารสนเทศไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนร่วม.

บทเรียนออนไลน์เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ

        คอมพิวเตอร์ได้เข้ามาช่วยเหลือการทำงานของมนุษย์อย่างมาก มีคุณสมบัติ คือ ความเป็นอัตโนมัติ การทำงานด้วยความเร็วสูง มีความถูกต้องแม่นยำ น่าเชื่อถือ จัดเก็บข้อมูล การทำงานซ้ำ ๆ กัน และใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการติดต่อสื่อสารกันได้ คอมพิวเตอร์ในยุคแรกเน้นในการทำสงครามเป็นหลัก ต่อมามีการพัฒนาให้ดีขึ้นโดยปรับขนาดให้เล็กลงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถนำเอาคอมพิวเตอร์ไปใช้ในสายงานต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น การใช้งานภาครัฐ สายการบิน การศึกษา ธุรกิจนำเข้าส่งออก ธนาคาร วิทยาศาสตร์และการแพทย์

        สาระการเรียนรู้

 1. ประวัติคอมพิวเตอร์

 2. วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

 3. ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย

 4. ลักษณะสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์

 5. ข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์

 6. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

        ประวัติคอมพิวเตอร์

            คำว่า คอมพิวเตอร์ ตามความหมายพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรก จะเป็นลักษณะเครื่องจักรกลหรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยในการคำนวณ โดยที่ยังไม่มีการนำวงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมด้วย เมื่อ 5,000 ปีที่ผ่านมามนุษย์ได้พยายามคิดค้นเครื่องมือที่ช่วยในการทำงาน และผ่อนแรง ตลอดจนให้ความสะดวกแก่ตนเองและผู้อื่น เช่น การนับจำนวนเลข มนุษย์ในสมัยโบราณรู้จักใช้นิ้วในการนับ และใช้วิธีต่าง ๆ เช่น รอยขีด ก้อนหิน หรือแท่งไม้ เพื่อนับจำนวนสมาชิกในครอบครัวหรือนับจำนวนสัตว์ที่ล่ามาได้ ต่อมาประมาณ 2,600 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังคงใช้งานมาถึงปัจจุบัน

ภาพที่ 4.1 ลูกคิด

 

        ใน พ.ศ. 2158 จอห์น เนเปียร์ (John Napier) นักคณิตศาสตร์ชาวสกอต ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อช่วยในการคำนวณขึ้นมา เรียกว่า เนเปียร์โบนส์ (Napier’s Bones) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณ เครื่องมือชนิดนี้ช่วยให้สามารถทำการคูณและหารได้ง่ายเหมือนกับทำการบวก หรือลบโดยตรง

ภาพที่ 4.2 จอห์น เนเปียร์ (John Napier) ผู้ประดิษฐ์ เนเปียร์โบนส์ (Napier’s Bones)

 

        ใน พ.ศ. 2185 เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ แบลซ ปาสกาล (Blaise Pascal) ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 19 ปี ได้ออกแบบเครื่องมือในการคำนวณโดยใช้หลักการหมุนของฟันเฟือง 1 อัน หมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เครื่องมือของปาสกาลนี้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากราคาแพง และเมื่อใช้งานจริงจะเกิดเหตุการณ์ที่ฟันเฟืองติดขัดบ่อย ๆ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

ภาพที่ 4.3 แบลซ ปาสกาล (Blaise Pascal) ผู้ประดิษฐ์ เครื่องคำนวณปาสกาล

 

        ใน พ.ศ. 2216 นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ชื่อ กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิช (Gottfried Wilhelm Leibnitz) ได้ปรับปรุงเครื่องคำนวณของปาสกาลให้สามารถคูณและหายได้โดยตรง โดยที่การคูณใช้หลักการบวกกันหลาย ๆ ครั้ง และการหารก็คือการลบกันหลาย ๆ ครั้ง แต่เครื่องมือของไลบ์นิชยังคงการหมุนของวงล้อของเครื่องเองอัตโนมัติ นับว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ดูยุ่งยากเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

ภาพที่ 4.4 กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิช (Gottfried Wilhelm Leibnitz)

 

        ใน พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ โจเซฟ มารี แจคการ์ด (Joseph Marie Jacquard) ได้พยายามพัฒนาเครื่องทอผ้าโดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่ง ควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ และแบบดังกล่าวสามารถนำมาสร้างซ้ำ ๆ ได้อีกหลายครั้ง ความพยายามของแจคการ์ดสำเร็จลงใน พ.ศ.2348 เครื่องทอผ้านี้ถือว่าเป็นเครื่องทำงานตามโปรแกรมคำสั่งเป็นเครื่องแรก

ภาพที่ 4.5 โจเซฟ มารี แจคการ์ด (Joseph Marie Jacquard)

 

       ใน พ.ศ. 2373 ชาร์ลส์ แบ็บเบจ (Charles Babbage) ถือได้ว่าเป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์กำเนิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ พ.ศ. 2334 จบการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ลูแคเซีย (Lucasian Professor) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton) เคยได้รับมาก่อนในขณะที่กำลังศึกษาอยู่นั้นแบ็บเบจได้สร้างเครื่องหาผลต่าง (Difference Engine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คำนวณและพิมพ์ตารางทางคณิตศาสตร์อย่างอัตโนมัติ จนกระทั่ง พ.ศ. 2373 ได้รับความช่วยเหลือจาก รัฐบาลอังกฤษเพื่อสร้างเครื่องหาผลต่างขึ้นมาจริง ๆ แต่ในขณะที่แบ็บเบจทำการสร้างเครื่องหาผลต่างอยู่นั้น เขาได้พัฒนาความคิดไปถึงเครื่องคำนวณที่มีความสามารถสูงกว่านี้ ซึ่งก็คือเครื่องที่เรียกว่า เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) และได้ยกเลิกโครงการสร้างเครื่องหาผลต่างลง แล้วเริ่มต้นงานใหม่คือ งานสร้างเครื่องวิเคราะห์ในความคิดของแบ็บเบจ โดยที่เครื่องดังกล่าวประกอบด้วยชิ้นส่วนที่สำคัญ 4 ส่วน คือ

             1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ

             2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์

             3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูลกับส่วนประมวลผล

             4. ส่วนรับข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับทราบข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บ และ แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณให้ผู้ใช้ได้รับทราบ

ภาพที่ 4.6 ชาร์ลส์ แบ็บเบจ (Charles Babbage) ผู้ประดิษฐ์เครื่องหาผลต่าง (Difference Engine)

 

        ใน พ.ศ. 2397 จอร์ช บูล (George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ใช้หลักพีชคณิตเผยแพร่กฎของพีชคณิตบูลีน (Boolean Algebra) ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายเหตุผลของตรรกวิทยาที่ตัวแปรมีค่าได้เพียง “จริง” หรือ “เท็จ” เท่านั้น ในสภาวะเพียง 2 อย่างคือ 0 กับ 1 ร่วมกับเครื่องหมายในเชิงตรรกะพื้นฐาน คือ AND OR และ NOT

ภาพที่ 4.7 จอร์ช บูล (George Boole)

 

        สิ่งที่บูลคิดค้นขึ้นนับว่ามีประโยชน์ต่อระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นความยากที่จะใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งมีเพียง 2 สภาวะ คือ เปิด กับ ปิด ในการแทนเลขฐานสิบซึ่งมีอยู่ถึง 10 ตัว คือ 0 ถึง 9 แต่เป็นการง่ายกว่าเราแทนด้วยเลขฐานสองคือ 0 กับ 1 จึงถือว่าสิ่งนี้เป็นรากฐานที่สำคัญของการออกแบบวงจรระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

 

        วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์

        การพัฒนาคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้มีการแบ่งยุคต่าง ๆ 5 ยุค ดังนี้

            คอมพิวเตอร์ยุคแรก : ยุคหลอดสุญญากาศ (พ.ศ. 2488-2501

        ในระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศ (vacuum tube) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ขนาดเท่าหลอดไฟฟ้าตามบ้านเป็นองค์ประกอบหลักของวงจรไฟฟ้า และใช้บัตรเจาะรูในการเก็บข้อมูล และคำสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ใช้ดรัมแม่เหล็ก (magnetic) เป็นหน่วยความจำหลัก หน่วยความจำหลักนี้จะเก็บข้อมูลในขณะที่มีการประมวลผลเท่านั้น ความเร็วในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคนี้มีหน่วยเป็น หนึ่งในพันวินาที (millisecond) ใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก ทำให้มีการพัฒนาอุปกรณ์อื่นขึ้นใช้งานแทน

        การสั่งงาน ใช้ภาษาเครื่องในระยะแรกซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน ต่อมาได้มีการคิดค้นภาษาสัญลักษณ์ (symbolic language) ขึ้นช่วยงาน โดยใช้ภาษาชนิดเขียนคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วจึงใช้ตัวแปลภาษาแปลงเป็นภาษาเครื่องอีกครั้งหนึ่ง เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I) , อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)

ภาพที่ 4.8 หลอดสุญญากาศ

 

        1. มาร์กวัน (Mark-I) ใน ค.ศ.1941 ใช้กลุ่มของรีเลย์เครื่องกลไฟฟ้า ทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิดและปิด เครื่องมาร์กวันมีขนาดกว้าง 2.4 เมตร ยาว 15 เมตร สามารถบวกและลบ 3 ครั้ง หรือคูณ 1 ครั้ง เสร็จใจ 1 วินาที และใช้เวลาเพียง 1 วันสำหรับแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ที่คนหนึ่งคนสามารถทำได้ด้วยเครื่องบวกเลขในเวลาถึง 6 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องมาร์กวัน ยังไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่แท้จริง ถือเป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น

ภาพที่ 4.8 เครื่องมาร์กวัน (Mark-I)

        2. อีนิแอก (ENIAC) วันที่ 10 เมษายนเมื่อปี 1943 ถือเป็นวันเริ่มต้นของโครงการคอมพิวเตอร์ อินิแอก ( ENIAC ย่อมาจาก Electronic Numerical Integrator and Computer ) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างลับ ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหน่วยงานวิจัยทางทหารของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและวิทยาลัยวิศวกรรมไฟฟ้ามัวร์ โดยมี John Mauchly และ J. Presper Eckert เป็นผู้เริ่มต้นการออกแบบและพัฒนามีชื่อเรียกโครงการว่า “Project PX”

ภาพที่ 4.9 เครื่องอีนิแอก (ENIAC)

        3. ยูนิแวก (UNIVAC) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ที่ใช้ในเชิงธุรกิจ เป็นเครื่องหมายของ การเริ่มต้นยุคที่ 1 เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดใหญ่ ใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tubes) ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนสูงมาก จึงต้องใช้เครื่องปรับอากาศ การบำรุงรักษาค่อนข้างยุ่งยากเพราะพื้นที่กว้างมาก สื่อบันทึกข้อมูลได้แก่ เทปแม่เหล็กไอบีเอ็ม 650 (IBM 650) เป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานได้ทั้งทางด้านธุรกิจและวิทยาศาสตร์ ความความจำเป็นดรัมแม่เหล็ก (Magnetic Drum) และใช้บัตรเจาะรู การสั่งงานใช้ภาษาเครื่อง (Machine Language) ซึ่งเป็นภาษาตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง (Binary Number System)

ภาพที่ 4.10 เครื่องยูนิแวก (UNIVAC)

            คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 : ยุคทรานซิสเตอร์ (พ.ศ. 2502-2506)

        นักวิทยาศาสตร์ 3 คน จากห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Laboratory) แห่งสหรัฐอเมริกา คือ เจ. บาร์ดีน (J. Bardeen) เอช ดับเบิลยู แบรตเทน (H. W. Brattain) และดับเบิลยู ชอกเลย์ (W. Shockley) ได้คิดค้นประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ ซึ่งทรานซอสเตอร์นี้เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้แทนหลอดสุญญากาศได้ ดังนั้นการนำทรานซิสเตอร์มาใช้ในการผลิตคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมาก ซึ่งทรานซิสเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกมีขนาด 1 ใน 100 ของหลอดสุญญากาศเท่านั้น นอกจากมีขนาดเล็กลงแล้วยังมีคุณสมบัติอีกหลายประการ คือ ไม่เปลืองกระแสไฟฟ้า ไม่ต้องใช้เวลาในการอุ่นเครื่องเมื่อเปิดเครื่อง ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพและความเร็วเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งสามารถบวกจำนวน 2 จำนวนได้ในเวลาประมาณ 1 ในล้านวินาที (Microsecond) หรือมีความเร็วระดับเมกะเฮิรตซ์ (MHz) โดยที่ทรานซิสเตอร์เป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญยิ่ง จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คนได้รับรางวัลโนเบล

        นอกจากจะมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีการพัฒนาภาษาที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์อีกด้วยในยุคนี้มีการใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้คำย่อเป็นคำสั่งแทนรหัสตัวเลข ทำให้การเขียนโปรแกรมสะดวกขึ้น หลังจากนั้นมีการพัฒนาภาษาระดับสูงคือ ภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพที่ 4.11 เครื่องยูนิแวก (UNIVAC)

        ใน พ.ศ. 2505 มีการนำชุดจานแม่เหล็กที่ถอดเปลี่ยนได้มาใช้บันทึกข้อมูลแทนการใช้เทปแม่เหล็ก เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 นี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้คอมพิวเตอร์ถูกลงและทำให้ธุรกิจต่างๆ เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในกิจการมากขึ้น

        ลักษณะของคอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์

        1. ใช้อุปกรณ์ทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งสร้างจากสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) เป็นอุปกรณ์ หลักแทนหลอดสุญญากาศ เนื่องจากทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว มีประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่าหลอดสุญญากาศได้นับร้อยหลอด ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ความร้อนต่ำ ทำงานเร็ว และได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

        2. มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก

        3. มีความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคำสั่ง ประมาณ 1 ในพันของวินาที (Millisecond :MS)

        4. สั่งงานได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากทำงานด้วยภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language)

        5. เริ่มพัฒนาเป็นภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้นใช้งานในยุคนี้

 

            คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 : ยุควงจรรวม (Integrated Circuit) (พ.ศ. 2507-2512)

        ประมาณ พ.ศ. 2508 ได้มีการพัฒนาวิธีการสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนมากลงบนแผ่นซิลิคอนขนาดเล็ก และเกิดวงจรรวมบนแผ่นซิลิคอน (Silicon) ที่เรียกว่า ไอซี (Integrated Circuit : IC) การปฏิวัติอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับคอมพิวเตอร์ครั้งแรกและครั้งสำคัญซึ่งนำไปสู่คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 ได้แก่ การคิดค้น “วงจรรวมหรือวงจรเบ็ดเสร็จ” หรือไอซี ซึ่งได้แก่ สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ชิ้นเล็ก ๆ ที่สามารถบรรจุวงจรทางตรรกะ (Logic Circuit) ไว้ได้หลายวงจร วงจรเหล่านี้จะถูกพิมพ์ลงบนซิลิคอนและเรียกว่า ชิป (Chip) ดังนั้นไอซีจึงเข้ามาทำหน้าที่แทนทรานซิสเตอร์ เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่น 4 ประการคือ

        1. มีความเชื่อถือได้ (Reliability) หมายความว่า จะใช้งานสักกี่ครั้งก็ได้ผลออกมาเหมือนเดิม คอมพิวเตอร์ที่หลอดสุญญากาศจะเกิดการขัดข้องโดยเฉลี่ยทุก ๆ 15 วินาที ส่วนไอซีมีปัญหาเช่นนี้น้อยมาก คือ 1 ครั้ง ใน 23 ล้านชั่วโมง

        2. มีความกระชับ เนื่องจากวงจรได้ถูกย่อส่วนให้เล็กลงทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็กกะทัดรัด มีความเร็ว ในการประมวลผลมากขึ้น เพราะวงจรอยู่ใกล้กันมาก ระยะเวลาในการส่งผ่านข้อมูลลดลง

        3. ราคาถูกเนื่องจากผลิตเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนในการผลิตถูกลง

        4. ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย

ภาพที่ 4.12 ชิป (Chip)

        บริษัทไอบีเอ็มเริ่มใช้ไอซีกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรก คือ ซิสเต็มทับ 370 โมเดล 145 (System/370 Model 145) พัฒนาการของไอซีทำให้คอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนสูงขึ้น มีวงจรการทำงานที่ทำการคิดคำนวณจำนวนเต็มได้เป็นหลายล้านครั้งต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหน่วยความจำที่ใช้ไอซีทำให้มีความจุมากขึ้น ในยุคต้นสามารถผลิตไอซีหน่วยความจำที่มีความจุหลายกิโลบิตต่อชิป (Kilobit/chip) และเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

        คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 เริ่มใช้วิธีการแบบการแบ่งกันใช้เวลา (Time-Sharing) และการสื่อสารข้อมูลมีความสามารถในการประมวลผลหลาย ๆ โปรแกรมพร้อม ๆ กัน เรียกว่าการทำงานแบบหลายโปรแกรม (Multiprogramming) มีระบบปฏิบัติการ (Operating System) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมการประมวลผลคอมพิวเตอร์ มีภาษาระดับสูงสำหรับเขียนโปรแกรม เช่น ฟอร์แทรน (FORTRAN) โคบอล (COBOL) โปรแกรมสำเร็จรูปแพร่หลายมากขึ้น เครื่องขนาดมินิคอมพิวเตอร์เครื่องแรกคือ พีดีพี 8 (PDP-8) ของเดอะดิจิทัลอีควิปเมนต์คอร์ปอเรชั่น (The Digital Equipment Corporation) ใน ค.ศ.1965 เพื่อมุ่งหวังจะให้เป็นรุ่นที่ใช้ในธุรกิจขนาดเล็ก อย่างไรก็ดีแนวการออกแบบมินิคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การที่มีผู้ใช้สามารถทำงานโต้ตอบกับระบบได้หลาย ๆ คน พร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังสามารถทำการเชื่อมต่อระหว่างระบบได้อีกด้วย

       ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาการทางด้านอุปกรณ์เก็บข้อมูลมาเป็นจานบันทึกแบบแข็ง (Harddisk) โดยนำแผ่นบันทึกหลาย ๆ แผ่น วางซ้อนกัน มีหัวอ่านหลายหัว จานบันทึกแบบแข็งในเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีความจุในการเก็บข้อมูลได้มากและรวดเร็ว

ภาพที่ 4.13 เครื่องพีดีพี 8 (PDP-8)

            คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 : ยุควีแอลเอสไอ (VLSI) (พ.ศ. 2513-ปัจจุบัน)

       เทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเป็นวงจรรวมที่มีขนาดใหญ่มารวมในแผ่นซิลิคอนขนาดเล็กเรียกว่า วงจรรวมความจุสูงมากหรือวีแอลเอสไอ (Very Large Scale Integration : VLSI) เป็นวงจรรวมที่สามารถนำทรานซิสเตอร์จำนวนล้านตัวมารวมกันอยู่ในแผ่นซิลิคอนขนาดเล็ก และผลิตเป็นหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor)

       การใช้วงจรวีแอลเอสไอเป็นวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กลงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคทรานซิสเตอร์แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) ไมโครคอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นคอมพิวเตอร์ที่แพร่หลายและมีผู้ใช้งานกันทั่วโลกเป็นจำนวนมาก การที่คอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถสูง เพราะวงจรวีแอลเอสไอหรือที่เรียกว่าชิปเพียงแผงเดียว สามารถสร้างเป็นหน่วยประมวลผลของเครื่องทั้งระบบหรือเป็นหน่วยความจำที่มีความจุสูงหรือเป็นอุปกรณ์ควบคุมการทำงานต่าง ๆ

       ขณะเดียวกันพัฒนาการของจานบันทึกแบบแข็งก็ทำให้จานบันทึกแบบแข็งมีขนาดเล็กลงมีความจุเพิ่มขึ้น แต่กลับมีราคาถูกลง เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จึงมีขนาดตั้งแต่อยู่ในอุ้งมือหรือที่เรียกว่า ปาล์มท็อป (Plamtop) ขนาดโน้ตบุ๊ก (Notebook) และคอมพิวเตอร์ขนาดตั้งโต๊ะ (Desktop Computer)

ภาพที่ 4.14 เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน 

        เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกได้แก่ อัลแตร์ (Altair 8800) ซึ่งจำหน่ายออกมาในรูปแบบของชุดเครื่องที่ผู้ใช้จะต้องนำมาประกอบและโปรแกรมให้ทำงานเอง ต่อมาใน ค.ศ. 1977 สตีเฟน วอซเนียก (Stephen Wozniak) และสตีเวน จอบส์ (Steven Jobs) ได้แนะนำเครื่องทีอาร์เอส 80 (TRS-80) ออกสู่ท้องตลาด เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เหล่านี้ประกอบด้วย หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) จอภาพและภาษาโปรแกรมต่าง ๆ ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นยุคของเครื่องแอปเปิลทู (Apple II) เพราะเป็นเครื่องที่มียอดขายสูงสุด

ภาพที่ 4.15 เครื่องอัลแตร์ (Altair 8800)

 

            คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 : ผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence : AI) หรือคอมพิวเตอร์ยุคเครือข่าย

        คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกำลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง

        ครั้นถึงยุคทศวรรษ 1990 พีซีมีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันพัฒนาการทางพีซีทำให้ขีดความสามารถเชิงการคำนวณสูงขึ้น มีการใช้ซีพียูที่เป็นไมโครโพรเซสเซอร์ในอุปกรณ์และงานอื่น ๆ มากมาย เมื่อพีซีมีขนาดจากที่วางอยู่บนโต๊ะ ลดขนาดลดลงมาวางอยู่ที่ตัก (แล็ปท็อป) และเล็กจนมีน้ำหนักเบา มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว เรียกว่า โน๊ตบุ๊กและซัปโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊ก

ภาพที่ 4.16 เน็ตบุ๊ก (Netbook)

         เริ่มเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 21 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ จากยุคที่ 4 เป็นคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ สามารถคิด มองเห็น ฟัง และพูดคุยได้ โครงสร้างคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไปจากเดิม การประมวลผลข้อมูลเป็นแบบขนาด (Parallel) แทนแบบอนุกรม (Serially) การสร้างระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ คือ 1 เป้าหมายหลักทางด้านวิทยาการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่ปรากฏในยุคนี้คือคอมพิวเตอร์เชิงแสง (Optical Computer) ใช้โฟโทนิก (Photonic) หรือออปโทอิเล็กทรอนิกส์ (Optoelectronic) เป็นวงจรมากกว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ประมวลผลข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ ปฏิบัติการด้วยความเร็วใกล้กับความไวแสงในอนาคตจะมีขนาดเล็กมาก และไบโอคอมพิวเตอร์ (Biocomputer) มีอำนาจมากขึ้น จะเติบโตจากองค์ประกอบสำคัญคือการใช้เซลล์จากสิ่งมีชีวิตเป็นวงจร เช่น การใช้เครื่องอ่านลายนิ้วมือ หรือเครื่องอ่านม่านตาแทนการใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ปัจจุบันมีโน้ตบุ๊กบางรุ่นใช้ระบบกราดตรวจ (Scan) ลายนิ้วมือ เพียงแตะที่อุปกรณ์เสริมก็สามารถเข้าสู่ระบบการใช้งานเครื่องทันที เน้นง่ายต่อการใช้งาน และปลอดภัยกว่าการใช้รหัสผ่านทั่วไป

         ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใช้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ปรับเปลี่ยนได้ง่าย ผู้ใช้สามารถสนทนากับคอมพิวเตอร์ได้ด้วยภาษามนุษย์ โปรแกรมสำเร็จรูปจะทำงานร่วมกันเป็นโปรแกรมเอนกประสงค์ที่ใช้งานง่าย ๆ ทำหน้าที่ต่างกันเพื่อผู้ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิค เทคโนโลยีระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบสำนักงานอัตโนมัติ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : e-mail) ไปรษณีย์เสียง (Voice Mail) และการประชุมทางไกล (Teleconferencing)

ภาพที่ 4.17 การประชุมทางไกล

        ระบบสารสนเทศบนพื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสารขั้นสูงจะรวมกับการถ่ายโอนและการประมวลผลข้อมูล ภาพ และเสียง รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเส้นใยนำแสง (Fiber Optics Technology) ในการให้บริการเครือข่ายดิจิทัล โรงงานปฏิบัติงานอัตโนมัติ ใช้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น หุ่นยนต์ (Robots) เปลี่ยนไปจากโรงงานธรรมดา โรงงานอัตโนมัตินี้เป็นผลงานมาจากการผลักดันเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของคอมพิวเตอร์ในการผลิตการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิตหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีการผลิตอื่น ๆ เพื่อให้กระบวนการผลิตทั้งหมดเป็นไปโดยอัตโนมัติ

ภาพที่ 4.18 หุ่นยนต์ (Robots)

        ทุก ๆ วัน การใช้คอมพิวเตอร์มีอยู่ทั่วไป เช่น ระบบการโอนเงินทางธนาคาร ระบบชำระค่าสินค้า ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในด้านวิศวกรรม เครื่องมือในการพัฒนาระบบสารสนเทศอัตโนมัติ ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการศึกษาการทำงานทางไกล (Telecommuting) เป็นระบบการสื่อสารเพื่อการทำงานภายในบ้านและระบบวีดิสาร (Videotex) สำหรับหาซื้อสินค้าในระบบอิเล็กทรอนิกส์ การธนาคาร และบริการสารสนเทศถึงบ้านจะมีความรวดเร็วมากขึ้น สังคมให้ความเชื่อถือ ความมั่นในในคอมพิวเตอร์มากขึ้นเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 จนในที่สุดมีขนาดเล็กเป็นปาล์มท็อป และใส่กระเป๋าได้เรียกว่า พ็อกเก็ตคอมพิวเตอร์

        คอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันจึงเป็นคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกัน ทำงานร่วมกัน ส่งเอกสารข้อความระหว่างกัน สามารถประมวลผลรูปภาพ เสียง และวีดิทัศน์ ไมโครคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ จึงทำงานกับสื่อหลายชนิดที่เรียกกันว่า สื่อประสม นั่นเอง

       ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย

        คอมพิวเตอร์ในประเทศไทย เริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2506 โดย ผู้ที่ริเริ่มนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในประเทศไทยคนแรก คือ ศาสตราจารย์บัณฑิต กันตะบุตร หัวหน้าภาควิชาสถิติและเลขาธิการสถิติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2506 เครื่องที่ใช้ ครั้งแรกคือ เครื่อง IBM 1620 ( ในขณะนั้นประมาณสองล้านบาทเศษ) ซึ่งติดตั้งที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

        เริ่มใช้ในการศึกษา วิจัย การพัฒนาสถิติของประเทศ เน้นในด้านการปฏิบัติงานสำมะโนและในด้านการค้นคว้า และวิจัยนานาประการ หลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ศรีลังกา และสิงคโปร์ก็สนใจส่ง เจ้าหน้าที่มาดูการ ปฏิบัติงานของเครื่องอีกด้วย เพราะประเทศของเขาเองยังไม่มี โดยในปัจจุบัน (พ.ศ. 2554)เครื่องนี้อยู่ที่ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ

        นับจากวันนั้นมาคอมพิวเตอร์เมนเฟรมถูกนำเข้ามาใช้งานอย่างกว้างขวางตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย และเป็นไอบีเอ็มอีกนั่นแหละที่ร่วมบุกเบิกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปนำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานทำบัญชี เขียนรายงาน นำเสนองาน วาดภาพ และจิปาถะ ก่อนขายธุรกิจคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊กให้เลอโนโวสานต่อ

        จากเครื่องคอมพิวเตอร์แรก ก็มีวิวัฒนาการ Timeline ในการนำมาใช้ในประเทศไทยต่อมา ตามลำดับดังนี้

    ปี พ.ศ.2507 เดือนมีนาคม เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สอง ได้แก่ “เมนเฟรมคอมพิวเตอร์” IBM 1401 ( มูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท ) ขนาดพอกับเครื่องถ่ายเอกสารประจำสำนักงาน ติดตั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ใช้งานเก็บบันทึกข้อมูลประชากร การนำมาประมวลผล การสำรวจสำมะโนประชากร เพื่อใช้กำหนดนโนบายเศรษฐกิจและสังคม จากเดิมต้องใช้เวลานานหลายปี แต่เมื่อนำระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลสูงเข้ามาใช้ การรวบรวมข้อมูลประชากรทั่วประเทศสามารถทำเสร็จในเพียง 18 เดือน

ภาพที่ 4.19 เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 1401

    ปี พ.ศ. 2507 : ได้เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย คือ บ.ปูนซีเมนต์ไทย กับ ธนาคารกรุงเทพ

    ปี พ.ศ. 2517 : ตลาดหลักทรัพย์ ได้นำคอมพิวเตอร์ไปใช้งาน ในด้านการซื้อขายหุ้น โดยใช้ เครื่องมินิคอมพิวเตอร์

    ปี พ.ศ. 2522 : ได้นำ ไมโครคอมพิวเตอร์ ไปใช้ในธุรกิจขนาดเล็กมากขั้น

    ปี พ.ศ. 2525 : ได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในด้านการเรียนการสอน ได้แก่ มหาวิทยาลัย โรงเรียนต่างๆ และมีการเปิดสอนวิชาคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย

 

ประวัติศาสตราจารย์ บัณฑิต กันตะบุตร ผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ของประเทศไทย

        ศาสตราจารย์ บัณฑิตกันตะบุตร ผู้ซึ่งนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นคนแรก และเป็นผู้ริเริ่มการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย ได้สิ้นชีวิต เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2543

        ศาสตราจารย์ บัณฑิตกันตะบุตร เกิดที่จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2458 หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพฯ ท่านเดินทางไปศึกษาต่อในประเทศฟิลิปปินส์ จนสำเร็จปริญญาตรี (B.S.) จาก Far Eastern University และ ปริญญาโท (M.S.) จาก The University of Philippines หลังจากนั้นท่านบินข้ามทวีป ไปศึกษาต่อ ณ.ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ the University of Chicago ได้รับปริญญา MBA เน้นหนักวิชาคณิตศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

        ระหว่างที่ศาสตราจารย์ บัณฑิต กันตะบุตร ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) พร้อม ๆ กับเป็นผู้ก่อตั้ง และหัวหน้าภาควิชาสถิติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านมองเห็นศักยภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถปฏิวัติการศึกษา และการพัฒนาประเทศไทย ท่านจึงได้หาเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ และทรัพยากรอื่น ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อจัดหา และติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์สองระบบแรกของประเทศไทย คือ เครื่อง IBM 1620 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครื่อง IBM 1401 ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ในปี พ.ศ.2506

ภาพที่ 4.20 ศาสตราจารย์ บัณฑิต กันตะบุตร

       ลักษณะสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์

        1. ความเป็นอัตโนมัติ (Self Acting) คอมพิวเตอร์ถูกประดิษฐ์ขึ้นด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ มีการจัดเก็บหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ การประมวลผลของคอมพิวเตอร์จะทำงานแบบอัตโนมัติภายใต้คำสั่งที่ได้ถูกกำหนดไว้

        2. ความเร็ว (Speed) คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้สามารถประมวลผลด้วยความเร็วสูง ต่างจากการ ทำงานในอดีตที่อาศัยแรงงานของมนุษย์ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ช้ามากกว่า

        3. ความเชื่อถือได้ (Reliability) คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้จะทำงานได้ทั้งกลางวันกลางคืนอย่างไม่มี ข้อผิดพลาด และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

        4. ความแม่นยำ (Accuracy) วงจรคอมพิวเตอร์นั้นจะให้ผลของการคำนวณที่ถูกต้องเสมอ หากผล ของการคำนวณผิดจากที่ควรจะเป็น มักเกิดจากความผิดพลาดของโปรแกรมหรือข้อมูลที่เข้าสู่โปรแกรม

        5. ความสามารถเก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ (Storage Capability) ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะ มีที่เก็บข้อมูลสำรองที่มีความจุสูงมากกว่า 1,000 ล้านตัวอักษรและสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า 1 ล้านล้านตัวอักษร

        6. การสื่อสาร (Communication) คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันสามารถย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น สามารถส่ง พจนานุกรม 1 เล่ม ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลคนละซีกโลกได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 วินาที ทำให้มีการเรียกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกันทั่วโลกในปัจจุบันว่า ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway)

        7. ทำงานซ้ำ ๆ ได้ (Repeatability) คอมพิวเตอร์สามารถทำงานซ้ำ ๆ กันได้หลายรอบช่วยลดปัญหา ความอ่อนล้าจากการทำงานของแรงงานคน นอกจากนั้นยังช่วยลดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ได้ดีกว่าด้วย ข้อมูลที่ประมวลผลแม้จะมีลักษณะยุ่งยากหรือซับซ้อนเพียงใดก็ตาม สามารถคำนวณและหาผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว คิดหาผลลัพธ์ของงานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ แบบเดิม

       ข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์

        คอมพิวเตอร์ไม่ได้มีข้อดีเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการในการใช้งานดังนี้

            1. ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ยังไม่สามารถใช้พลังงานในรูปแบบอื่นได้ ดังนั้นใน ชนบทที่ห่างไกลและไม่มีไฟฟ้าใช้จงไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ แม้จะใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแบตเตอรี่แต่ก็สามารถใช้งานได้ในระยะสั้นเท่านั้น

            2. ต้องขึ้นอยู่กับการทำงานของมนุษย์ คอมพิวเตอร์ยังไม่มีความคิด การตัดสินใจ หรือความคิด สร้างสรรค์เป็นของตัวเอง การใช้งานคอมพิวเตอร์จึงเป็นเพียงเครื่องมือในการประมวลผลหรือทำการทำงานแทนมนุษย์เท่านั้น แต่ในขณะนี้ได้มีผู้ทดลองวิจัยสร้างสมองคอมพิวเตอร์เพื่อเลียนแบบสมองมนุษย์ขึ้นมา โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้าน แต่การวิจัยชิ้นนี้เป็นเพียงโครงงานวิจัยที่ถูกนำมาตีพิมพ์เท่านั้น เพราะกว่าสมองมนุษย์มีการทำงานยุ่งยาก ซับซ้อน ยากแก่การเข้าใจจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเลียนแบบขึ้นมา แต่ในอนาคตไม่แน่ว่าโครงงานวิจัยนี้อาจจะสำเร็จก็เป็นได้

            3. ต้องใช้เวลาในการศึกษาวิธีใช้งาน การจะใช้คอมพิวเตอร์ได้ต้องมีการฝึกหัดการใช้งาน เนื่องจาก คอมพิวเตอร์จะมีวิธีการใช้งานโดยเฉพาะ ซึ่งระยะเวลาในการฝึกหัดนั้นขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการทำงาน บางโปรแกรมอาจใช้รยะเวลาอันสั้น แต่บางโปรแกรมต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกหัดยาวนานเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ เช่น การใช้โปรแกรมออโตแคด (Auto CAD) ช่วยในการออกแบบ

            4. ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่เสมอ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะมีการปรับเปลี่ยนรุ่นอยู่เสมอ หากไม่ปรับเปลี่ยนตามอาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานบางอย่างที่ต้องการความทันสมัยและเข้ากันได้กับระบบอื่น ๆ การปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งย่อมทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

       ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

        ตามที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ ทำให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการใช้คอมพิวเตอร์ในงานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

            1. ใช้สำหรับจัดทำเอกสารต่าง ๆ ได้แก่ พิมพ์รายงาน พิมพ์ข้อความ ตกแต่งเอกสาร พิมพ์งานต่าง ๆ

            2. ใช้ในการสร้างความบันเทิง ได้แก่ ดูภาพยนตร์ ฟังเพลงและร้องเพลง ตกแต่งภาพ วาดภาพและ เล่นเกมคอมพิวเตอร์

            3. ใช้ในการแก้ปัญหาการคำนวณ เช่น การคำนวณ การวิเคราะห์ผลข้อมูล การวิจัยและสถิติ การ จัดการฐานข้อมูล การเขียนแบบแปลนก่อสร้าง แบบแปลนโครงสร้างต่าง ๆ และการเขียนแผนภูมิ แผนผัง แผนที่

            4. ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อการเรียนการสอน ได้แก่ การนำเสนอ การสร้างหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์หรืออีบุ๊ก (e-book) ตัดต่อเสียง ตัดต่อภาพยนตร์ การสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือซีเอไอ (CAI) การบันทึกเสียงเพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอน

            5. ใช้ในการติดต่อสื่อสารและสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

       สรุป

        ปัจจุบันการใช้งานคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ มีการสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงต่อกันแบบเครือข่ายมากขึ้น การออกแบบเครื่องรุ่นใหม่ ๆ มีการปรับรูปแบบแปลกตามากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาขีดความสามารถให้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น โดยนำเอาศาสตร์ทางด้านปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์จะทำงานได้ตามคำสั่งที่ได้รับมาเท่านั้น หากได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด การประมวลผลก็ย่อมผิดพลาดตามไปด้วย ผู้ใช้จำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมในการใช้งานคอมพิวเตอร์ว่าไม่สามารถเอามาใช้แมนมนุษย์ได้เต็มร้อยเปอร์เซนต์ มนุษย์ยังเป็นผู้ควบคุมการทำงานบางอย่างอยู่นั่นเอง